นักวิ่งเต็มหน้าลานจอดรถ แล้วก็มีเสียง 5–4–3–2–1–0 ปี๊ดดดด แถวแรกๆ เริ่มออกวิ่ง บางคนกระชากสุดตัว เพื่อต้องการทิ้งห่างจากคนอื่นๆ บางคนเดิน บางคนวิ่งซอยเท้าสั้นๆ ส่วนตัวผมเองจะวิ่งแบบหลังคือ ซอยเท้าสั้นๆ พอถึง กิโลเมตรที่ 4 ตรงบริเวณน่องเริ่มตรึง และเจ็บ จึงหยุดวิ่งชั่วคราว แล้วให้เจ้าหน้าที่ ที่เค้า Standby อยู่แล้ว ได้ใช้ครีม นวดบริเวณน่องสองข้าง มันร้อนมากๆ สักพักก็เริ่มดีขึ้น ผมต้องใช้วิธีเดิน ในระยะทางประมาณ 1 กม. ก็เริ่มทำการวิ่งได้ปกติ

ป้ายบอกระยะทางบอกว่า คุณเหลืออีก 3 กม.สุดท้าย จะครบ 10 กม. ทันใดนั้นอาการเก่าก็กำเริบอีก ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ ใช้สเปรย์พ่น เย็นวาบเลย แต่มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ครั้งนี้ผมคงต้องเดินยาว ป้ายบอกว่าเหลือ กม.สุดท้าย ใจผมคิดว่า เอาว่ะ ต้องชนะใจตัวเองให้ได้ ผมออกวิ่งเบาๆ ประคองตัวเอง เย้ๆๆ ผมเข้าเส้นชัยแล้ว ผมวิ่งครบ 10 กิโลเมตร สำเร็จ

แล้วทำไมถึงบอกว่า การวิ่ง ก็คล้ายๆกับการทำธรุกิจ?

-ตอนแรกก่อนปล่อยตัว ผู้คนหรือนักวิ่งเบียดเสียดรอการปล่อยตัว การทำธุรกิจช่วงแรกใจมันจะฟูๆ ตื้นเต้น อยากมีเส้นค้า มีแบรนด์ของตัวเอง อยากวางขาย เพื่อต้องการให้ผู้คนนั่นเห็น และมีการซื้อ

-พอเริ่มปล่อยตัว บางคนกระชากตัวอย่างแรง บางคนวิ่งซอยเท้า บางคนใช้วิธีเดินเอา การทำธุรกิจนั้น บางคนมั่นใจว่าตัวเองนั้นมีสินค้าที่ดีที่สุด อัดโฆษณาอย่างหนัก เพื่อให้ตัวเองนั้นครอบครองตลาดได้ แต่บางคนมีแนวทาง การทำธุรกิจแบบ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป (วิ่งก้าวสั้นๆ หรือเดินเร็ว) เมื่อใครหมดแรง คนอื่นก็แซงไป ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ ของ Lift Cycle of Product

-พอเข้ากิโลเมตรที่ 4 ผมเริ่มเจ็บน่อง ต้องให้เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลให้ การทำธุรกิจเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ธุรกิจมัน Down และสิ่งที่ช่วยได้ก็คือ กำลังใจ จะช่วยได้ดีมากๆอาจมาจาก ครู อาจารย์ เพือน หรือคนในครอบครัว เมื่อเรามีกำลังใจดีเราก็ไปต่อได้ กลุ่มกันณยนมิตร เพื่อนกลุ่มธุรกิจ สำคัญมากๆ เพราะยุคนี้เราทำธุรกิจคนเดียวไม่ได้ ต้องยอมรับ

-เหลืออีก 3 กม.สุดท้าย จะเข้าเส้นชัยแล้ว ธรุกิจพอมันใกล้ๆถึงเป้าหมายที่วางเอาไว้ มันมักจะมีปัญหาให้แก้อยู่บ่อยๆ ก็เหมือนเป็นกำแพง ด่านสุดท้าย เราต้องทำลายกำแพง ความเชื่อลบๆ ให้ได้ แล้วเราก็ชนะ(เข้าเส้นชัย)

**และนี่คือประสบการณ์ ที่ป้อมซังวิ่งไปคิดไป มันทำให้ผมมีสติในการใช้กับธุรกิจของตัวเอง**

LEAVE A REPLY